การแสดงพื้นเมืองเพลงเกี่ยวข้าว

สวัสดีค่ะ  วันนี้เรามีการละเล่นของไทยอีกหนึ่งอย่างมาแนะนำกันค่ะ  นั่นคือเพลงเกี่ยวข้าวเป็นเพลงที่สำหรับร้องกันในขณะลงแขกเกี่ยวข้าว อันเป็นอาชีพสำคัญของประชาชนชาวไทยอย่างหนึ่ง เพื่อให้ความสนุกสนานกับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในการงานและเชื่อมความสามัคคีในระหว่างพื้นบ้านอาชีพเดียวกันเพลงเกี่ยวข้าวจะเล่นกันในฤดูเกี่ยวข้าวจะเล่นกันเมื่อหยุดจากการเก็บเกี่ยวข้าวแล้วเหมือนกับเพลงเต้นกำรำเคียวกล่าวคือจะเล่นเพลงเกี่ยวข้าวก่อนที่จะเล่นเพลงเต้นกำรำเคียวไม่มีกำหนดเวลาในการเล่น คือ เล่นกันจนเหนื่อยก็เลิกเนื้อความของเพลงมักจะเกี่ยวกับ การไต่ถามถึงการทำนาผสมผสานการเกี้ยวพาราสีกัน  เพลงเกี่ยวข้าวบางแห่งเรียก  “เพลงกำ”  เวลาแสดงมือหนึ่งถือเคียว อีกมือหนึ่งกำข้าวไว้ ย่ำเท้าใช้ลีลาไปตามจังหวะเพลง ใช้ตบมือให้จังหวะพร้อม ๆ กัน บางครั้งใช้กลองและฉิ่งเข้าร่วมด้วย

 วิธีเล่นเพลงเกี่ยวข้าว  ผู้เล่นมีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แบ่งเป็น 2 ฝ่าย มีพ่อเพลงและแม่เพลงร้องโต้ตอบกันโดยใช้การตบมือให้จังหวะพร้อมๆ กัน บางครั้งใช้กลองและฉิ่งเข้าร่วมด้วย  ผู้ชายออกมาร้องก่อน แล้วฝ่ายหญิงก็ร้องตอบโต้โดยขึ้นต้นว่า “เอ่อ  เออ  เอิ้ง  เอ๊ย”หรือ  “โหยย  เอ้า โหยย  โหยย”  ถ้อยคำที่ร้องเล็ก ๆ น้อย ๆหยุมหยิมเหล่านี้ ร้องในเวลาเกี่ยวข้าว  เป็นโอกาสให้หญิงชายได้รู้จักท่วงทีกิริยากันยังไม่ร้องโต้ตอบกันเผ็ดร้อน ครั้นพอตกเย็นหยุดพักเกี่ยวข้าวก็เล่นกันใหม่  เรียกว่า รำกำรำเคียว มือหนึ่งถือข้าวมือหนึ่งถือเคียว  ตอนนี้ตั้งวงแล้วเริ่มไหว้ครูก่อนระหว่างที่เพลงนี้  มือถือกำข้าวรำไปตามจังหวะและคำที่ร้อง  กลอนที่ร้องคล้ายกับเพลงเรือการเล่นไม่นานนัก เพราะมีเวลาน้อยและเหนื่อยมาจากการเกี่ยวข้าว เพลงที่ร้องเวลาเกี่ยวข้าวนั้น มีร้องประปรายกันเล็กน้อย  เป็นกลอนสั้น ๆ พอที่จะร้องได้ทั่ว ๆ กัน

การแต่งกาย ฝ่ายชายจะนุ่งกางเกงขาก๊วยและเสื้อกุยเฮงสีดำ  มีผ้าขาวม้าคาดพุง  สวมงอบและไม่สวมรองเท้า  ฝ่ายหญิงจะนุ่งโจงกระเบนและเสื้อแขนกระบอกสีดำทั้งชุดเช่นกัน  ทัดดอกไม้ที่หูขวาและไม่สวมรองเท้าผู้แสดงทุกคนต้องถือเคียวในมือขวาและถือรวงข้าวในมือซ้ายด้วย

เพลงเกี่ยวข้าวจะเล่นกันในฤดูเกี่ยวข้าว เล่นกันในท้องนาที่เกี่ยวข้าวหรือลานดินกว้าง ๆ ในท้องนาแต่ในปัจจุบันร้องและเล่นกันบนเวที จัดเป็น 2 ฝ่าย ชาย – หญิง ว่าแก้กันเป็นคู่  จะเล่นกันเมื่อหยุดจากการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว เหมือนกับเพลงเต้นกำรำเคียว กล่าวคือ จะเล่นเพลงเกี่ยวข้าวก่อนที่จะเล่นเพลงเต้นกำรำเคียว  และไม่มีกำหนดเวลาในการเล่น คือ เล่นกันจนเหนื่อยก็เลิก

Posted in Uncategorized | Tagged , , | Comments Off

ฮาเนะทสึคิ

เพื่อนๆ หลายคนคงอยู่ในบรรยากาศแห่งความสุข บางคนอาจจะเตรียมตัวไปเที่ยวต่างจังหวัดกับครอบครัว หรือดื่มชิลล์ๆ กับเพื่อนฝูง แต่การฉลองในแบบของคนญี่ปุ่นก็มีอยู่หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการประดับบ้านด้วยสิ่งมงคล เช่น Kadomatsu เพื่อต้อนรับเทพเจ้าแห่งวันปีใหม่ หรือจะออกล่า Fukubukuro หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Lucky Bag (ถุงนำโชค) กินอาหารมงคลสำหรับช่วงปีใหม่โดยเฉพาะ รวมไปถึงการละเล่นของเด็กญี่ปุ่นงเรียกว่า Hanetsuki

ฮาเนะทสึคิ (Hanetsuki) คือการตีลูกขนไก่แบบญี่ปุ่นนั่นเอง การเล่น Hanetsuki ก็จะคล้ายๆ กับแบดมินตัน แต่จะไม่มีตาข่ายหรือเน็ตมากั้น อุปกรณ์การเล่นประกอบด้วยไม้ตีที่เรียกว่า Hagoita ซึ่งจะเป็นไม้ลักษณะคล้ายๆ กับพาย ตกแต่งด้วยภาพหรือหน้าของคนดังทั้งหลายอย่างสวยงาม และลูกขนไก่ Hago ที่ทำมาจากเมล็ดของผลไม้และปักด้วยขนไก่ กติกาการเล่นก็ง่ายๆ คือผู้เล่นสองฝ่ายจะตีลูกขนไก่โต้กันไปมา โดยไม่ให้เจ้าลูกขนไก่ตกพื้น ถ้าฝ่ายใดตีพลาดทำให้ลูกขนไก่ตกพื้น จะถูกอีกฝ่ายเขียนระบายหน้าหรือวงกลมรอบดวงตา

เสน่ห์ของการเล่น Hanetsuki จะอยู่ที่ผู้เล่น ซึ่งจะแต่งตัวด้วยชุดประจำชาติของญี่ปุ่น และการเขียนหน้าเขียนตาให้กับฝ่ายที่เป็นผู้แพ้ สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากซื้อเจ้าไม้ Hagoita ขอแนะนำให้ไปที่วัด Senso-ji หรือวัด Asakusa ที่เรารู้จักกันดี ในช่วงกลางเดือนธันวาคม เพราะเค้าจะมีการจัดงาน Hagoita-Ichi ที่จะมีไม้ Hagoita จำหน่ายอยู่มากมาย ชาวญี่ปุ่นเองก็นิยมซื้อเจ้าไม้ Hagoita นี้ เป็นของฝากของสะสมในช่วงเทศกาลปีใหม่กันด้วยนะ

Posted in Uncategorized | Tagged , | Comments Off

คกคุริซัง การละเล่นกับสิ่งลี้ลับแบบญี่ปุ่น

ความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในจิตใจมนุษย์นั้นมีมีที่มาจากสาเหตุหลายประการและเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมและกาลเวลา แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ในปัจจุบันโลกจะพัฒนารุดหน้าไปมากเท่าใด ก็ยังมีความหวาดกลัวอย่างหนึ่งที่ไม่เคยหายไป นั่นคือความหวาดกลัวต่อ “สิ่งที่มองไม่เห็น” หากเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ก็หมายถึง “สิ่งลี้ลับ” ต่างๆ นั่นเอง  หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่าความหวาดกลัวที่มีต่อสิ่งลี้ลับของมนุษย์ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ใหม่ๆ ขึ้นมากมาย ซึ่งบางอย่างก็เป็นเรื่องใกล้ตัวจนเกือบจะมองข้ามไป เช่นการละเล่นที่ได้รับการถ่ายทอดต่อๆ กันมาเป็นต้น

คกคุริซัง ความสนุกสนานบนพื้นฐานของความหวาดกลัว

ที่ประเทศญี่ปุ่น หากพูดถึงการละเล่นและสิ่งลี้ลับแล้ว การละเล่นที่โด่งดังเป็นที่รู้จักเป็นอันดับต้นๆ คือการละเล่นที่มีชื่อเรียกว่า “คกคุริซัง” (Kokkuri san) ชื่อนี้อาจฟังไม่คุ้นหูสำหรับคนไทยเท่าไหร่นัก แต่หากเปลี่ยนเป็น “ผีเหรียญ” เชื่อว่าหลายคนอาจเคยได้ยิน ได้เห็น หรือแม้กระทั่งเคยทดลองเล่นมาแล้วอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่ง

การเล่นคกคุริซัง เชื่อกันว่าเป็นการละเล่นเพื่ออัญเชิญวิญญาณลงมาสิงในเหรียญ โดยมีจุดประสงค์เพื่อสอบถามเรื่องราวต่างๆ วิธีการเล่นคือผู้เล่นจะต้องเตรียมกระดาษ 1 แผ่น และเขียนตัวอักษรฮิรางานะ ตัวเลข ประตูโทริอิ ทางเข้า ทางออก และคำตอบคือ “ใช่” กับ “ไม่ใช่” เตรียมเอาไว้ เมื่อเตรียมกระดาษเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยวางเหรียญลงบนกระดาษ (บางคนก็ใช้ดินสอ ไม่ก็ตะเกียบนะ) และให้ผู้เล่นทั้งหมดเอานิ้วมือแตะเหรียญ จากนั้นจึงท่องคาถาว่า “คกคุริซัง คกคุริซัง ได้โปรดมาด้วยเถอะ” (คาถานี้จะแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่)

ในเวลาต่อมา เมื่อเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นมากขึ้น คกคุริซังได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปเป็นการละเล่นที่เรียกว่า “คุณแองเจิ้ล” รวมถึงมีการเปลี่ยนไปใช้ปากกาแทนเหรียญในการเล่นแบบดั้งเดิม ทั้งนี้การเปลี่ยนชื่อให้ฟังดูน่ารักหรือเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ในการเล่น อาจทำขึ้นเพื่อลดทอนความขลังและความน่ากลัวของการเล่นคกคุริซังก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีชื่อเรียกต่างกัน แต่ทั้ง “คกคุริซัง” หรือ “คุณแองเจิ้ล” ต่างก็เป็นการละเล่นที่มีพื้นฐานมาจากความหวาดกลัวต่อสิ่งลี้ลับและความอยากรู้อยากเห็น ถึงจะมีการกล่าวเตือนว่าเป็นการละเล่นที่อันตรายและไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง แต่นั่นก็ทำให้การเล่นคกคุริซังมีความตื่นเต้นท้าทายมากยิ่งขึ้น เช่นนั้นเอง การมีอยู่คกคุริซังจึงยังคงหลงเหลืออยู่ในสังคมญี่ปุ่น สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้การกล่าวถึงการเล่นคกคุริซังหรือคุณแองเจิ้ลนี้ผ่านสื่อต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น เช่นในเกมสำหรับเครื่องNintendo DS ที่ชื่อ “Twilight Syndrome” อนิเมชั่นเรื่อง “xxxholic” หรือในนวนิยายเรื่อง “กลลวงเทพจิ้งจอก” เหล่านี้ ทำให้ชาวต่างชาติในหลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยเอง คุ้นเคยกับวัฒนธรรมบางอย่าง ที่ไม่มีในหนังสือเรียน(หรืออาจจะไม่มีในหนังสือเล่มไหนๆ เลย) โดยที่ไม่รู้ตัว การละเล่น Kokkuri san นี้ยังนำมาใช้เป็นตัวชูโรงในหนังญี่ปุ่นเรื่อง “KOKKURI” ด้วย ถ้างั้น..ขอปิดท้ายด้วย Trailer ของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็แล้วกัน

Posted in Uncategorized | Tagged , | Comments Off

โอะเทะดามะ

รู้ไหมคะว่าการเล่นหมากเก็บไม่ได้มีแค่ในไทยเท่านั้น รูปแบบการเล่นหมากเก็บนั้นยังพบเห็นได้ในประเทศพม่า มาเลเซีย จีน เกาหลี เนปาล ปากีสถาน ฝรั่งเศส อังกฤษ อเมริกา แคนาดา และอีกหลายประเทศรวมถึงประเทศญี่ปุ่นด้วย ซึ่งวิธีการเรียกและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นก็จะแตกต่างกันไป

โอะเทะดามะ (お手玉) คืออุปกรณ์การเล่นหมากเก็บของเด็กญี่ปุ่น เริ่มแรกนั้นญี่ปุ่นรับการละเล่นนี้มาจากจีนในสมัยนาระ ซึ่งการเล่นในตอนแรกใช้ก้อนหิน แต่ต่อมาภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโอะเทะดามะไป รูปแบบโอะเทะดามะที่ใช้เล่นในปัจจุบันนี้ เป็นรูปแบบที่นิยมทำเล่นในสมัยเอโดะ

การเล่นโอะเทะดามะนี้เป็นที่ชื่นชอบของเด็กผู้หญิงมาตั้งแต่อดีต เป็นการละเล่นที่สืบทอดจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง จากย่ายายสู่ลูกหลาน การละเล่นนี้ยังเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เด็กผู้หญิงเรียนรู้ทักษะการตัดเย็บผ้าและมารยาทการนั่งที่ถูกต้อง เพราะในระหว่างการเล่นจะต้องนั่งทับส้นเท้าอย่างเรียบร้อยตามแบบญี่ปุ่น นอกจากนี้ในปัจจุบันมีการตั้งข้อสังเกตว่า การเล่นโอะเทะดามะมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุอีกด้วย

ในอดีตโอะเทะดามะทำจากผ้าสี่ผืนที่เย็บต่อกัน แล้วกลับด้านหน้าออกมา หลังจากนั้นจึงนำเมล็ดธัญพืชหรือวัสดุที่มีลักษณะเป็นเม็ดกลมเล็กๆ เช่น ถั่วแดง ถั่วเหลือง หรือลูกปัด ใส่ลงไปในช่องว่างที่ละไว้จนเต็ม แล้วเย็บปิดถุงให้เรียบร้อย รูปแบบมาตรฐานที่นิยมทำเล่นกันมี 4 แบบ คือ tawara katachi ทรงกระสอบ / kamasu katachi ทรงถุงผ้าเล็กๆ มีหูรูด / makura katachi ทรงหมอน / และ sabuton katachi ทรงเบาะรองนั่ง

วิธีการเล่นของโอะเทะดามะนั้นก็คล้ายกับวิธีการเล่นหมากเก็บของบ้านเรา คือมีการโยนและรับ แต่ก็จะมีเทคนิคการเล่นหลายวิธีตามระดับยากง่าย เริ่มจากพื้นฐานการโยนรับง่ายๆ คือเริ่มจากถือโอะเทะดามะไว้ในมือสองข้าง ข้างละลูก หลังจากนั้นก็โยนลูกในมือซ้ายไปทางมือขวา และในเวลาเดียวกัน ก็โยนลูกในมือขวาให้ลอยขึ้นสูงข้ามไปทางมือซ้าย พยายามรับลูกทั้งสองให้อยู่ในแต่ละมือให้ได้ ฝึกเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนคล่อง

เมื่อฝึกพื้นฐานจนคล่องมือ เราก็ขอท้าทายชาว marumura กับเทคนิคการเล่นที่มีชื่อว่า มิทซึยูริ [三つゆり] ซึ่งมีลีลาการรับโยนที่ใครเห็นก็ต้องซูฮกให้อย่างแน่นอน เพราะเป็นท่าที่มีความยากในระดับหนึ่งเลยทีเดียว วิธีการเล่นขั้นแรกคือ ถือโอะเทะดามะไว้ในมือขวาสองลูก และในมือซ้ายหนึ่งลูก หลังจากนั้น ก็โยนลูกในมือขวาขึ้นไปให้สูงหนึ่งลูก และรีบโยนอีกลูกหนึ่งที่เหลือในมือขวาขึ้นไปต่อทันที และในเวลานั้นก็ให้รีบโยนลูกในมือซ้ายเข้าไปในมือขวาที่ว่างอยู่ โยนรับส่งเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เป็นเทคนิคที่ต้องใช้เวลาและความอดทนในการฝึกฝน และนี่คือผลแห่งความสำเร็จจากการฝึกฝนค่ะ

Posted in Uncategorized | Tagged , | Comments Off

จังโกชุม – รำกลองยาวของหญิงเกาหลี

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับ “จังโกชุม” ที่เป็นการรำกลองของหญิงเกาหลี (ที่จริงคิดไว้ว่าจะทำเรื่อง “นงอัก” ดนตรีและการแสดงของชาวนา แต่ดูจากเนื้อหาแล้วมันเยอะมาก ส่วนจังโกชุมจะเป็นอย่างไร ตามมาเลยค่ะ

“จังโกชุม หรือจังกูชุม” (장구춤/장고춤) แปลได้ตรงตัวคือ “การร่ายรำกลองจังโก” ซึ่งเป็นกลองพื้นบ้านรูปนาฬิกาทราย ที่นิยมใช้กันในดนตรีและนาฏศิลป์เกาหลี ไม่ว่าจะเป็นในดนตรีราชสำนัก ดนตรีชาวบ้าน ดนตรีชาวนา ดังนั้นถ้าจะพูดสรุป “จังโกชุม” สั้นๆ คือ “รำกลองยาวของหญิงชาวเกาหลี” นั่นเองค่ะ

การแสดงจังโกชุมจากฝั่งเกาหลีใต้ ของวง The Little Angel

“จังโกชุม” นี้เป็นการร่ายรำพื้นบ้านที่คิดขึ้นมาในสมัยใหม่ (นาฏศิลป์เกาหลีสูญหายไปมาก จากการกวาดล้างวัฒนธรรมเกาหลี สมัยที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลี ที่ต่อเนื่องด้วยสงครามเกาหลี จึงได้รับการฟื้นฟูใหม่อีกครั้งหลังผ่านพ้นช่วงเวลานี้) โดยผู้รำเป็นผู้หญิงเท่านั้น จะรำไปพลางตีกลองไป และจะรำคนเดียวหรือรำเป็นหมู่ก็ได้ ซึ่งจังหวะของ “จังโกชุม” หลากหลายมาก จะเป็นจังหวะช้าหรือเร็วก็ได้

“จังโกชุม” ถือว่าเป็นการร่ายรำที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก มีเพียงแค่ชุดฮันบก กลองจังโก และสายคาดกลองก็รำได้แล้ว ด้วยความง่ายในการเตรียมตัวนี้เอง ทำให้ชาวเกาหลีนิยมแสดง “จังโกชุม” ในงานเทศกาลหรืองานฉลอง

การแสดง “จังโกชุม” น่าจะเป็นในเมืองจีน (หรือไม่ก็อาจจะเป็นเกาหลีเหนือ) สมัยหนังกังฟูฮ่องกงยังรุ่งเรือง (แอบเสียดายที่เอาโค้ดคลิปนี้ลงเอนทรี่นี้ไม่ได้) ไม่รู้ว่ากลองใหญ่ไป หรือคนรำตัวเล็กไปนะ

Posted in Uncategorized | Tagged , | Comments Off

กีฬาประจำชาติของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (THE SOCIALIST REPUBLIC OF VIETNAM)

โววีนัม (Vovinam) คือชื่อของกีฬาศิลปะป้องกันตัวของประเทศเวียดนาม ซึ่ง Wikipedia ได้อธิบายความหมายตรงตัวว่า Vo หมายถึง ศิลปะป้องกันตัว ส่วน Vinam หมายถึงเวียดนาม อันเป็นศิลปะป้องกันตัวที่ได้มีการคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1938 โดย มาสเตอร์ เหวง ลอค ผู้คิดค้นศาสตร์ชนิดนี้ขึ้นมาภายใต้ความกดดันจากการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส มายาวนานกว่าร้อยปี เขาจึงคิดว่าในการสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ จะต้องส่งเสริมให้เยาวชนมีความเข้มแข็ง รู้จักเรียนรู้ที่จะป้องกันตัว และดูแลตัวเองให้สมดุล คือ ทั้งอ่อนและแข็งผสมกันคล้ายกับความเชื่อเรื่องยิน-หยาง

จากนั้นศิลปะป้องกันตัวอันเกิดจากการศึกษาทั้งด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ สุขภาพ ศาสนาและปรัชญาของมาสเตอร์เหวง ลอค ก็ผสมผสานกันจนกลายมาเป็นโววีนัม และได้แพร่หลายไปทั่วโลกเริ่มจากฝรั่งเศส เยอรมนี และอีกหลายประเทศในยุโรป ไปจนถึงอเมริกา ออสเตรเลีย ที่ต่างก็มีสมาคมโววีนัมของตัวเอง และล่าสุดกีฬาชนิดนี้ก็ยังจะได้รับการบรรจุเป็นครั้งแรกในการแข่งขันอาเซียน อินเดอร์เกมส์ที่เวียดนามในปี 2009 ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมความพร้อมของนักกีฬา เพื่อเข้าแข่งขันในอนาคตอันใกล้นี้ กีฬาชนิดนี้มีความน่าสนใจตรงที่มันเป็นการผสมผสานกันของกีฬาหลากหลายชนิด มีความใกล้เคียงทั้งเทควันโด มวยไทย มวยจีน แล้วยังมีคนบอกว่าคล้ายกับวูซู เพราะมีการรำดาบ ทวน กระบอง หรือการใช้ร่มเพื่อเป็นการป้องกันตัวสำหรับผู้หญิง”

ปราโมทย์ สุขสถิตย์ วัย 30 ปี อดีตนักกีฬาเทควันโดทีมชาติ ผู้ผันตัวเองมาบุกเบิกกีฬาชนิดนี้ บอกถึงที่มาและความแตกต่างของโววีนัม ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะการป้องกันตัวอันหลากหลายในแถบเอเชีย

Posted in Uncategorized | Tagged | Comments Off

กีฬาประจำชาติของประเทศมาเลเซีย

silat ศิลปะการป้องกันตัวของชนชาวมลายูคือ Silat โดยศิลปะการป้องกันตัวชนิดนี้มีมาเป็นเวลานานแล้ว Silat ได้กำเนินขึ้นมาเป็นเวลานับร้อยพันปีมาแล้ว ลักษณะของศิลปะการป้องกันตัวที่เรียกว่า Silat นั้นมีอยู่ 3 ลักษณะ คือ

1. Silat คือการเคลื่อนไหวของร่างกายในการป้องกันตัวจากการโจมตีของศัตรูหรือคู่ต่อสู้

2. Silap คือช่วงจังหวะลีลาที่จะใช้ในศิลปะการป้องกันตัว

3. Silau คือการตอบโต้ที่ใช้จากการป้องกันตัวที่ศัตรูหรือคู่ต่อสู้โจมตีตัวเรา

ดังนั้น ศิลปะการป้องกันตัว Silat สามารถที่จะกล่าวได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหว, ช่วงจังหวะและลีลา, การตอบโต้ที่ถูกมนุษย์สร้างขึ้นโดยเป็นระบบ เป็นระเบียบและละเอียดอ่อนในการป้องกันตัวจากการโจมตีของศัตรูและคู่ต่อสู้

ในการเรียนเกี่ยวกับศิลปะการป้องกันตัว Silat นั้น คนหนึ่งๆ มีการเรียนรู้ที่อยู่ในระดับที่      แตกต่างกันตามความสามารถและประสิทธิภาพของแต่ละคน โดยปกติแล้วระดับ                ความสามารถของศิลปะการป้องกันตัว Silat มีอยู่ 5 ระดับ คือ

1.ระดับ Mengetahvi Seni เป็นระดับที่รู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ช่วงลีลา ศิลปะการตอบโต้

2.ระดับBudaya Seni เป็นระดับการเรียนรู้วิถีชีวิตและคำสั่งการ พร้อมการเผยแพร่  ศิลปะการป้องกันตัว Silat

3.ระดับ Bangsa Seni เป็นระดับการศึกษาเชิงลึกของศิลปะการป้องกันตัว และภูมิหลังของศิลปะการป้องกันตัว Silat

4.ระดับ Budi Pekerti Seni เป็นระดับการเรียนรู้ เข้าใจกฏระเบียบ และหลักเกณฑ์ของศิลปะการป้องกันตัว Silat

5.ระดับ Jiwa Seni เป็นระดับสร้างจิตสำนึกในศิลปะการป้องกันตัว Silat และศึกษาความเร้นลับของศิลปะการป้องกันตัว Silat

6.ระดับ Alam Seni เป็นระดับการเผยแพร่ศิลปะการป้องกันตัว Silat และสร้างหรือรักษากฏเกณฑ์ของศิลปะการป้องกันตัว Silat ให้อยู่ในจิตวิญญาณของนักศิลปะการป้องกันตัว Silat ทุกคน

ศิลปะการป้องกันตัว Silat มีการเคลื่อนไหว ช่วงลีลาการก้าว ลูกไม้ การหลีก การตอบโต้ การต่อย การถีบ การโจมตี ที่แตกต่างกันตามที่ครูศิลปะการป้องกันตัวต่างๆเป็นผู้คิดลูกไม้ของศิลปะการป้องกันตัว ดังนั้น ศิลปะการป้องกันตัว Silat จึงมีหลากหลายชื่อเช่น

1. Seni Silat Gayong

2. Silat Lincah เป็น 1 ใน 4 ของSilat ที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย

3. Silat Cekak เป็น 1 ใน 4 ของ Silat ที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย

4. Silat Lintau

5. Silat Kalimah

6. Silat kuntau Melayu

7. Silat Minangkabau

8. Silat Gayung Patani เกิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เติบโตในมาเลเซีย เป็น 1 ใน 4 ของ Silat ที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย

9. Silat Sendeng

10. Silat Sunting

11. Silat Abjad

12. Silat Gayang Malaysia เป็น 1 ใน 4 ของ Silat ที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย

Posted in Uncategorized | Tagged | Comments Off

กีฬาประจำชาติ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

กีฬาประจำชาติ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) (The Lao People’s Democratic Republic of Lao PDR)

กีฬาพื้นบ้านลูกข่าง  เป็นกีฬาสาธิตในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 25 ซึ่งประเทศลาวเป็น เจ้าภาพจัดการแข่งขัน มีวิธีการเล่นเหมือนกับประเทศไทยลูกข่างถือเป็นการละเล่นชนิดหนึ่ง ที่มีการเล่นโดยการผูกด้วยเชือก และขว้างลูกขว้างลงพื้นให้เกิดการหมุน โดยมีกติกาการเล่น (1) หากขว้างลูกข่างไม่หมุนหรือออกนอกวงถือว่าแพ้ (2) ผู้แพ้จะต้องนำลูกข่างของตนวางในวงกลมเพื่อให้คนอื่นใช้ลูกข่างที่พันเชือกขว้างไปบนลูกข่างนั้นเป็นการลงโทษ

อุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่น

1.ลูกข่าง ส่วนมากจะทำจากไม้มะยมกลึงมีตะปูเป็นเดือยแหลมตรงกลางคนละ 1 ลูก

2.เชือกยาวประมาณ 40-50 เซนติเมตร ปลายเชือกด้านหนึ่งผูกด้วยไม้ หรือร้อยด้วยฝาเบียร์

3.วงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50-60 เซนติเมตร

วิธีเล่น

ในการเล่นลูกข่างไม่จำกัดจำนวนผู้เล่น ก่อนเล่นจะขีดวงกลมขนาด 50-60 เซนติเมตรบนพื้นดิน แล้วจัดลำดับการเล่นตามวิธีการจัดลำดับก่อนการเล่นดังกล่าวแล้วก่อนเล่นทุกคนใช้เชือกพันลูกข่างของตน โดยพันจากปลายเดือยขึ้นมาจนถึงตัวลูกข่าง แล้วถือชายหนึ่งไว้ระหว่างซอกนิ้วชี้และนิ้วกลาง ส่วนหัวแม่มือหงายรองรับปลายเดือยลูกข่างไว้ เมื่อเริ่มเล่นผู้เล่นจะขว้างลูกข่างตกถึงพื้นจะหมุนหากลูกข่างของผู้ใดไม่หมุน หรือออกนอกวงถือว่าแพ้จะถูกทำโทษด้วยการให้เจ้าของลูกข่างนำลูกข่างของตนวางไว้ในวงกลม ให้ผู้อื่นนำลูกข่างที่พันเชือกเตรียมไว้ขว้างลงไปบนลูกข่างนั้นเรียกว่า “โจ๊ะลูกข่าง” ทีละคน หากลูกข่างทำจากไม้ไม่ดีจะแตก แต่ถ้าทำจากไม้มะยมจะเป็นเพียงรอยเจาะเท่านั้น

Posted in Uncategorized | Tagged , | Comments Off

การละเล่นพื้นบ้านท่าโพ-พันสี

อุปกรณ์

ตะโพน

การแต่งกาย ชาย-หญิง นุ่งโจงกระเบน

คุณค่า

การละเล่นพื้นบ้านท่าโพ-พันสี เป็นการรวมกลุ่มของคนหมู่บ้านท่าโพซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอหนองขาหย่าง จังหวัดอุทัยธานี ตั้งอยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองอุทัยธานีประมาณ ๒๓ กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านที่สืบค้นพบว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา การละเล่นพื้นบ้าน ท่าโพ-พันสี และเพลงพื้นบ้านบ้านท่าโพ เป็นเพลงพื้นบ้านของเดิมที่เล่นกันอยู่ในหมู่บ้านตามที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ และผู้ที่จดจำกันมาไม่ได้เคยนำเนื้อร้องของใครมาเสริมแต่งดัดแปลง

เพลงพื้นบ้าน ท่าโพ-พันสี แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท

๑. เพลงที่เล่นตามฤดูกาล ได้แก่เพลง เกี่ยวข้าว

๒. เพลงที่เล่นตามเทศกาล ได้แก่ เพลงพื้นบ้าน เพลงชักคะเย่อ เพลงโลม เพลงรำวงโบราณ ฯลฯ

๓. เพลงที่เล่นตามงานต่าง ๆ ได้แก่ เพลงบวชนาค เพลงรำสวด เพลงกล่อมเด็ก

ส่วนใหญ่เพลงที่ได้รับความนิยมได้แก่ เพลงที่เล่นตามเทศกาลมักจะนิยมเล่นใน วันสงกรานต์ โดยมีการเล่นตามลำดับหลังจากทำบุญตักบาตรเรียบร้อย ก็นำข้าวของไปเก็บไว้ที่บ้าน แล้วจึงช่วยกันมาเก็บดอกไม้นำไปให้พระในโบสถ์ ก็จะเริ่มจากเพลงเก็บดอกไม้

เพลงเก็บดอกไม้ ใช้ร้องระหว่างหนุ่มสาว

” เก็บดอกไม้ร่วมต้น เป็นแต่คนละกิ่ง น้องกลัวจะตัดแต่ยอดของน้องเอาไปทิ้ง จะทำให้น้องประข่งเสียแล้ว เอย ”

เมื่อเก็บดอกไม้เรียบร้อยแล้วก็จะพากันเข้าไปในโบสถ์ เพื่อมาไหว้พระ อธิษฐานโดยแยกชาย-หญิง โดยให้ทุกคนเป็นลูกคู่ เช่น

“(ชาย) อธิษฐานเอย มือหนึ่งถือพาน ถือพานด้วยดอกแก้ว เกิดมาชาติใดแล้ว ได้ขอให้มีใจผ่องแผ้ว เอย(ลูกคู่) อธิษฐานวานไหว้ ขอให้ได้เหมือนใจเราคิดอธิษฐานเอย ดอกรอบ ดอกผอย ขอให้พบพานเอย” แล้วฝ่ายหญิงก็จะร้องแก้ฝ่ายชายในทำนองเดียวกัน พอเล่นเพลงอธิษฐานครบทุกคนแล้ว ก็จะพากันออกมาจากลานวัด แล้วร่วมเล่น การละเล่นพื้นบ้าน โดยมีหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านมาร่วมเล่นกัน เช่น เล่นมอญซ่อนผ้า ลูกช่วงลูกชัย ชักเย่อ แม่สี เสือกินลูกเจี๊ยบ และผีพุ่งใต้เป็นต้น

การละเล่นมีเพลง เช่น เพลงเสือกินลูกเจี๊ยบหรือเจี๊ยบ ๆ จ้อย ๆ

“เจี๊ยบ ๆ จ้อย ๆ หมาน้อยกินรำ เดือนมืดเดือนค่ำ อีกามาเห็น อีกามาร้อย ตัดไม้ สองปล้อง มาดีดนมสาว มะเขือขาว ๆ อีหลั่นกันเต อีเรกันหอย… ”

เพลงแม่สี

“เชิญเอ๋ยเชิญลง ขอเชิญพระองค์ที่เขาขี้ฝอย ขี่พระยางาน้อย มาลงเอาแม่ตาดำ วันนี้ยังค่ำ มาเต้นมารำเอาแม่นา ค่ำลงวันนี้ขอเชิญแม่ผีมาเอย ผีอะไรเคยเล่น เคยเต้น เคยรำ วันนี้ วันยังค่ำ ขอเชิญมารำกันแม่นา ค่ำลงวันนี้ขอเชิญแม่สีมาเอย”

เพลงรำวงโบราณ

เมื่อมีการแพ้ชนะกันก็จะมีการปรับด้วยการรำวงด้วยเพลงรำวงโบราณ มีเพลงที่ร้องตามวรรณคดีไทยและเพลงที่ใส่เนื้อตามรำโทน เป็นเพลงเก่าที่นิยม ใช้รำวงกัน มีท่าทางประกอบตามเนื้อเพลง เพลงที่ร้องเป็น

เนื้อเพลงรำวงโบราณ

๑. โอ้พระเวสสันดรองค์พระโพธิญาณ ยกสองกุมารให้พรานชีไพร โอ้มัทรี สายใจ(ชะเออเอย)สลบลง ตาย ตายแน่หายาใดแก้คู่รักฉัน หากหายาไม่ทันคู่รักฉัน เห็นจะตายแน่

๒. โมรา โมรา โมรา แรกเริ่มเดิมมาอยู่ในฝาผอบ ตัวฉันชื่อจันทโครพ เปิดฝาผอบพบนางโมรา พาน้องไปเที่ยวกลางไพร น้องเดินไม่ไหวพี่ก็อุ้มนาง มาส่ง พระขรรค์ไปให้โจรไพร จะฆ่าพี่ชายเชียวหรือแม่โมรา

๓. วันทองเธอมาเป็นสองใจ เชื่อไม่ได้น้ำใจแม่วันทอง ขุนแผนไปทัพกลับมา มีรักใหม่ เชื่อไม่ได้น้ำใจแม่วันทอง ตัดใบตองเอามารองเลือด หวังจะเชือดดูเลือดแม่ วันทอง

๔. ลมพัดกระเซ็นไปทางทะเลภาคใต้ จะเหลียวแลไปหัวอกฉันให้ร้าวราน ลมพัดกระเซ็นพัดอยู่ไม่เว้นวัน เปรียบเหมือนดวงจันทร์โอ้ตัวฉันนี้เฝ้าคอย ช่วยโปรด เมตตามารับรักพี่ไว้สักหน่อย รักเขาจะค่อย ๆ อยู่ข้างหน้า

๕. ตะวันรอน ๆ พวกโจรสัญจรไปเจอพระจันทร์ ชื่อไรจะไปทางไหน กันฉันชื่อ พระจันทร์พร้อมด้วยนาง

โมรา มาดแม้น ไม่ส่งนางมา พี่จ๋าคอยระวังภัยเธอไม่เป็นไร บอกกับนางโมรา

๖. ยามเมื่อฉันสิ้นบุญ ใครจะหนุนฉันเล่า มีกรรมเสียแล้วจ๋า (ๆ) หมดวาสนา น้ำตาไหลพราว ยามพี่มีเวรน้องจะช่วยค้ำ ยามพี่มีกรรมน้องจะช่วยอุดหนุน ยามพี่สิ้นบุญ สองมีอประคองจริง ๆ หรือน้องจ๊ะ รับรองจะต้องแน่นอน ๆ

๗. ยามจันทร์ฉาย แสงกระจายสว่างนภา เมฆน้อยลงมา สว่างจ้าดุจแสงกลางวัน ตัวพี่กระต่ายต่ำต้อย โอ้แม่สาวน้อย เปรียบเหมือนดวงจันทร์ เราซิมารักกัน รักกันให้มั่น ได้ไหมจ๊ะเธอ

๘.เจ้าพวงมาลัยเอย ลอยไปก็ลอยวน ลอยมาทางนี้ ลอยมาให้พี่สักคน เอ๋ยเจ้า พวงมาลัย หัวใจพี่จะขาดแล้วเอย

๙. ทิงโนงโหน่งโนง นกกิ้งโครงมาจับหลังคา จับแมวแจวเรือ มาจับเอาเสือไถนา

คุณค่า

๑. เป็นการรักษาวัฒนธรรมไทยมาแต่โบราณ

๒. ทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ

๓. แสดงความรื่นเริงเพื่อผ่อนคลายความเครียดหลังเก็บเกี่ยวข้าว

Posted in Uncategorized | Tagged , , | Comments Off

ไก่ขึ้นร้าน : การเล่นของเด็ก

อุปกรณ์ และวิธีการเล่น

อุปกรณ์

๑.. ผู้เล่น ๒ – ๕ หรือมากกว่าก็ได้

๒. ไม้ไผ่เหลากลมขนาดโต และยาวเท่าดินสอหรือจะใช้ไม้อื่นที่มีลักษณะเดียวกันก็ได้ไม้นี้เรียกว่า “ไม้ชั่ง” ไม้ชั่งนี้มีจำนวน เช่น ๑๐ , ๑๕ หรือ ๒๐ อัน เป็นต้น

วิธีการเล่น

วิธีเล่นจะตกลงกันว่าใครจะเล่นก่อนเล่นหลัง ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ใช้วิธีการชั่งไม้แข่งกันว่าใครจะได้มากกว่า วิธีช่างจะเอาไม้ชั่งตามที่กำหนดวางในมือข้างที่ถนัด โยนขึ้นแล้วเอาหลังมือรับแล้วโยนขึ้นอีก ใช้ด้านฝ่ามือรับ ทุกคนผลัดกันเล่นเช่นนี้คนละครั้งใครรับไม้ได้มากกว่าก็ได้เล่นก่อน คนได้จำนวนรองลงมาก็เล่นถัด ๆ มาตามลำดับในการเล่นมีต่างกันเขตพื้นที่ในจังหวัดพังงา ผู้เล่นจะตกลงกันว่าจะใช้ไม้กี่อัน หลังจากชั่งไม้แข่งกันหาผู้เล่นก่อนหลังได้แล้ว ผู้เล่นก่อนจะโยนไม้ชั่งทั้งหมดขึ้นแล้วรับด้วยหลังมือ

โดยไม้ชั่งขึ้นจากหลังมือแล้วรับไม่ให้ได้เพียง ๑ อัน ถ้ารับได้ ๑ อัน ไม้ที่รับได้นั้นแยกไว้ต่างหากเป็นคะแนน แล้วเล่นต่อไปเช่นนี้เรื่อย ๆ จนกว่าจะตาย การตายเกิดจากรับไม้ไม่ได้เลย หรือได้เกิน ๑ อัน จะต้องเปลี่ยนให้คูแข่งขันคนต่อไปเล่นต่อ เล่นเช่นนี้จนหมดไม้ในมือ แล้วนับดูว่าไม้ชั่งที่แต่ละคนรับได้มีจำนวนคนละเท่าใด คนที่ได้ไม้ชั่งมากที่สุดเป็นคนชนะ

โอกาสหรือเวลาที่เล่น

ไก่ขึ้นร้าน เป็นการเล่นอย่างหนึ่งของเด็ก นั่งเล่นในที่ร่มได้ทุกแห่ง ในเวลายามว่าง อีกอย่างหนึ่งเครื่องมือและอุปกรณ์จะต้องพร้อมถึงจะเล่นได้

คุณค่า / แนวคิด /สาระ

๑. ทำให้เกิดความสนุกสนานในการเล่น

๒. ฝึกความเป็นคนเคารพกติกา

๓. ฝึกความเป็นคนช่างสังเกต (เพราะเวลารับต้องดูว่าไม้อันไหนแยกตัวต่างหากก็เลือกรับอันนั้น)

๔. ช่วยการใช้กล้ามเนื้อมือ

๕. ทำให้เกิดความรัก ความสามัคคีในหมู่คณะ

Posted in Uncategorized | Tagged , , | Comments Off